สัตว์เลื้อยคลานในฤดูฝน — งูและจิ้งจกไทยปรับตัวอย่างไร
บทนำ
ทุกปีเมื่อเดือนพฤษภาคม至กันยายน ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ ฝนตกหนักขึ้นทุกวัน ความชื้นในอากาศสูงขึ้น และแหล่งน้ำธรรมชาติก็เต็มขึ้นตามไปด้วย สภาพอากาศเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะ สัตว์เลื้อยคลาน ที่มีระบบการควบคุมอุณหภูมิร่างกายแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม งูและจิ้งจกในประเทศไทยต่างมีวิธีปรับตัวที่น่าสนใจเพื่อให้อยู่รอดในช่วงหน้าฝน
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับพฤติกรรมและการปรับตัวของสัตว์เลื้อยคลานไทยในฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นงูที่พบบ่อยในเมือง จิ้งจกที่อาศัยตามบ้านเรือน ไปจนถึงกิ้งก่าและตะพาบน้ำที่อาศัยตามแหล่งน้ำต่างๆ คุณจะเข้าใจว่าทำไมช่วงฤดูฝนถึงเป็นช่วงที่เราอาจพบสัตว์เลื้อยคลานได้บ่อยขึ้น และวิธีป้องกันตัวอย่างถูกต้อง
งูในฤดูฝน — ทำไมถึงพบบ่อยขึ้น?
ฤดูฝนคือช่วงที่งูมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในรอบปี สาเหตุหลักมาจากการที่ แหล่งอาหารของงูเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อฝนตกหนัก กบ เขียด และหนูที่อาศัยอยู่ตามท่อระบายน้ำและพงหญ้ารกก็หนีน้ำขึ้นมาบนบก ทำให้งูมีเหยื่อให้ล่ามากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะงูที่มีพิษอย่างงูเหลือมและงูจงอางมักถูกพบเข้าใกล้บริเวณบ้านเรือนในช่วงนี้
นอกจากนี้ ความชื้นที่สูงขึ้นยังช่วยให้ ผิวหนังของงูไม่แห้งเร็วเกินไป ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อพวกมันออกมาหากินในเวลากลางวัน งูเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ต้องอาศัยความอบอุ่นจากสิ่งแวดล้อมในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย หลังฝนตกและมีแดดอ่อนๆ ออกมา พื้นดินและหินจะอุ่นพอดี ทำให้งูออกมานอนรับความอบอุ่นพร้อมกับการล่าอาหารไปพร้อมกัน
งูที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน
- งูสายน้ำไทย (Enhydris plumbea) — พบตามคลอง ท้องร่อง และแหล่งน้ำขัง ชอบล่าปลาและกบ
- งูลูกไม้ (Coelognathus radiatus) — งูไม่มีพิษที่พบได้ทั่วไปในเมือง กินหนูเป็นอาหารหลัก
- งูเหลือม (Python bivittatus) — งูไม่มีพิษขนาดใหญ่ มักเข้ามาหากินใกล้บ้านเรือนเพราะมีเหยื่อ (หนู) อยู่มาก
หากพบงูในบริเวณบ้าน สิ่งสำคัญคือต้อง ไม่พยายามจับหรือทำร้ายด้วยตนเอง โดยเฉพาะงูที่มีลวดลายสีสันสดใส เพราะอาจเป็นงูมีพิษ ควรเรียกทีมงูหนวดกุญแจหรือหน่วยงูของกรมอุทยานแห่งชาติมาจัดการแทน
จิ้งจก — ผู้รอดชีวิตในเมืองหลวง
หากงูเป็นสัตว์ที่เราอาจไม่อยากเจอใกล้บ้าน แต่ จิ้งจก กลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่เราพบเจอได้ทุกวันโดยไม่รู้ตัว จิ้งจกบ้าน (Hemidactylus frenatus) เป็นจิ้งจกขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ตามฝาผนัง ระเบียง และหน้าต่างทั่วประเทศไทย ฤดูฝนเป็นช่วงที่จิ้งจกเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดเพราะมีแมลงให้กินมากมาย — เมื่อฝนตก แมลงหลายชนิดหนีความชื้นเข้ามาในบ้าน ทำให้จิ้งจกตามมาล่าเหยื่อตามมา
จิ้งจกมีความสามารถพิเศษในการ ยึดเกาะพื้นผิวแนวตั้งได้อย่างมิดชิด ด้วยปุ่มเรียงตัวบนปลายนิ้วที่เรียกว่า spatulae ซึ่งทำงานได้ดีแม้ในสภาพอากาศชื้น นี่คือเหตุผลที่คุณมักเห็นจิ้งจกติดอยู่ตามฝาผนังห้องน้ำหรือหลังคาบ้านในคืนที่ฝนตก ไม่ว่าผิวจะเปียกแค่ไหน พวกมันก็ยังสามารถเกาะได้แน่น
กิ้งก่า — ญาติใหญ่ของจิ้งจก
กิ้งก่า (Gekko gecko) มีขนาดใหญ่กว่าจิ้งจกบ้านมาก มีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์คือ "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" ที่ได้ยินได้ถี่มากในคืนฝนตก กิ้งก่ากินแมลงขนาดใหญ่ รวมถึงหนูและงูขนาดเล็กด้วย ทำให้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรสัตว์รบกวนในบ้านเรือน ฤดูฝนเป็นช่วงที่กิ้งก่าเริ่มผสมพันธุ์ จึงมีพฤติกรรมประกาศอาณาเขตด้วยเสียงร้องบ่อยครั้งกว่าปกติ
หากคุณมีกิ้งก่าอาศัยอยู่ในบ้าน อย่าไล่ออกเลย เพราะพวกมันคือ มีดโกนธรรมชาติ ที่ช่วยกำจัดแมลงและสัตว์รบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
ตะพาบน้ำและเต่าบก — ฤดูฝนกับวงจรชีวิต
หลายคนไม่ทราบว่า ตะพาบน้ำ ในประเทศไทยมีพฤติกรรมวางไข่ในช่วงฤดูฝน ตะพาบน้ำไทย (Amyda cartilaginea) และตะพาบจุด (Dogania subplana) มักขึ้นมาวางไข่บนตลิ่งหรือพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงในช่วงหน้าฝนตอนต้น ไข่ตะพาบน้ำมีลักษณะเป็นทรงรี ฝังอยู่ในดินที่ชื้นพอดี ระยะเวลาฟักตัวประมาณ 60-90 วัน ซึ่งจะตรงกับช่วงน้ำลดในปลายฤดูฝน ลูกเต่าที่ฟักออกมาจะไหลลงสู่แหล่งน้ำได้ทันที
สำหรับ เต่าบก เช่น เต่าหก (Heosemys spinosa) และเต่าใบไม้ (Cyclemys dentata) ที่พบได้ในป่าภาคเหนือและภาคตะวันออกของไทย ฤดูฝนเป็นช่วงที่พวกมันมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดเพราะอาหารอุดมสมบูรณ์ พืชผักและผลไม้ป่ามีให้กินมากมาย เต่าบกเหล่านี้ต้องการความชื้นในการดำรงชีวิต ฤดูแล้งจึงเป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับพวกมัน ในขณะที่ฤดูฝนคือช่วงทองในการหาอาหารและเคลื่อนที่ไปมา
วิธีอยู่ร่วมกับสัตว์เลื้อยคลานอย่างปลอดภัย
การที่เราพบสัตว์เลื้อยคลานในฤดูฝนบ่อยขึ้นไม่ได้หมายความว่าต้องกลัวหรือต้องกำจัดพวกมันออกไป สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดมี บทบาททางนิเวศวิทยาที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมประชากรแมลงและหนู หรือการเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ชนิดอื่นๆ สิ่งที่เราควรทำคือเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับพวกมันอย่างปลอดภัย
สิ่งที่ควรทำ:
- ปิดฝาเก็บขยะและภาชนะที่มีน้ำขังรอบข้างบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่ของหนูและงู
- ซีลประตูหน้าต่างและทางเข้าบ้าน โดยเฉพาะช่องทางที่ติดกับพื้น
- หากพบงู ให้โทรเรียกผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงูหนวดกุญแจ (โทร 1422)
- รักษาความสะอาดบริเวณบ้าน ตัดหญ้าและพงรก เพื่อไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์เลื้อยคลาน
สิ่งที่ไม่ควรทำ:
- ฆ่างูด้วยไม้กระบอกหรือมีด เพราะอาจทำให้งูติดเชื้อและเจ็บปวด
- พยายามจับจิ้งจกหรือกิ้งก่าด้วยมือเปล่า เพราะหางของพวกมันอาจหลุดและงอกใหม่ได้
- เก็บไข่หรือลูกสัตว์เลื้อยคลานป่ามาเลี้ยง เพราะอาจผิดกฎหมายและสัตว์เหล่านั้นต้องการสภาพแวดล้อมเฉพาะ
บทสรุป
ฤดูฝนในประเทศไทยเป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์สำหรับการสังเกตสัตว์ป่า โดยเฉพาะ สัตว์เลื้อยคลาน ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด งูออกล่าเหยื่อมากขึ้น จิ้งจกและกิ้งก่ามีความเคลื่อนไหวสูงในการหาอาหาร และเต่าบกเริ่มวงจรชีวิตใหม่ด้วยการวางไข่ในช่วงที่น้ำมากพอจะช่วยลูกเต่าเข้าถึงแหล่งน้ำได้ง่าย การเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เรารู้สึกอยากปกป้องสัตว์ป่าไทยมากขึ้น แต่ยังช่วยให้เราอยู่ร่วมกับพวกมันได้อย่างปลอดภัยและกลมเกลียวกันในฤดูฝนที่ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างต้องปรับตัวไปด้วยกัน
หากคุณสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ป่าในฤดูฝนเพิ่มเติม ลองอ่านบทความเรื่อง สัตว์น้ำในฤดูฝน และ สัตว์ป่ากรุงเทพฯ ในหน้ามรสุม ได้เลย
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
สัตว์เลื้อยคลานในฤดูฝน, งูไทย, จิ้งจก, กิ้งก่า, ตะพาบน้ำ, เต่าบก, สัตว์เลื้อยคลานเมืองไทย, พฤติกรรมงูหน้าฝน, การดูแลสัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์ป่าฤดูฝนไทย
ผจญภัยในโลกกว้าง
เรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่า สารคดีธรรมชาติ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวร่วมกับเรา
เริ่มการสำรวจ